สูตรเด็ดเกร็ดเกษตรจากปุ๋ยตรากระต่าย "ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ได้ผลผลิตสูงต่อไร่ ฝักโต เมล็ดเต็ม"

ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ได้ผลผลิตสูงต่อไร่ ฝักโต เมล็ดเต็ม

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อประเทศไทย โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์ เพราะเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังคงผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบทดแทน เช่น ข้าวสาลี และนำเข้าเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ

 

       การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้ได้ผลผลิตเต็มไร่ และคุณภาพดี เกษตรกรต้องมีความรู้ เรื่องการเพาะปลูกอย่างถูกวิธี ทั้งการจัดการดิน ปุ๋ยและน้ำ การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูและวัชพืช รวมทั้งการเก็บเกี่ยว หากเกษตรกรวางแผนการปลูกและบริหารจัดการแปลงอย่างเหมาะสม  การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีผลผลิตมากกว่า 1 ตันต่อไร่ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด   

 

ฤดูการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

       ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชไร่ที่ปลูกและดูแลง่าย  หากเพียงมีแหล่งน้ำเพียงพอ สามารถปลูกข้าวโพดได้ตลอดทั้งปี  เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยอาศัยน้ำฝนธรรมชาติเป็นหลัก ฤดูปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม จึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและการกระจายตัวของฝนในแต่ละเดือน โดยทั่วไป ฤดูกาลการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แบ่งเป็น 2 รุ่นได้แก่

 

       1. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นที่ 1 หรือรุ่นฤดูฝน

 

         ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นที่ 1 ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลเป็นหลัก แบ่งระยะการปลูกได้ 2 ช่วง คือ ปลูกช่วงต้นฤดูฝน (เมษายน - มิถุนายน) การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงต้นฤดูฝน  อาจจะเจอปัญหาฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กำลังออกดอก  หากฝนไม่ทิ้งช่วงหรือฝนตกอย่างสม่ำเสมอ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกในปลายฤดูฝนประมาณร้อยละ 20 - 25 เนื่องจากมีช่วงแสงที่ยาวนานกว่า แต่เสี่ยงเจอปัญหาช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม - กันยายน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มีฝนตกหนัก ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตลำบาก ขณะเดียวกันฝักหรือเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เก็บเกี่ยวในรุ่นนี้ มักมีความชื้นสูง เสี่ยงต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา

 

         เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงปลายฝน (กรกฎาคม - สิงหาคม)  เพราะไม่ค่อยเจอปัญหาฝนทิ้งช่วง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสารพิษอะฟลาท็อกซิน เพราะเก็บเกี่ยวในขณะช่วงที่มีความชื้นในอากาศตํ่า แต่ปัญหาที่มักพบของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นนี้ คือ เสี่ยงเจอโรคราน้ำค้างระบาด สร้างความเสียหายแก่ผลผลิต  ดังนั้น เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นนี้ ควรเลือกสายพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดี 

โรคราน้ำค้างที่พบในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

โรคราน้ำค้างที่พบในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 

       2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นที่ 2 หรือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา

 

         ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นที่ 2 เป็นการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วงฤดูแล้ง ส่วนใหญ่มักปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ เก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม เกษตรกรนิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาปี โดยใช้แหล่งน้ำชลประทาน หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ  ข้อดีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นนี้คือ ผลผลิตปลอดภัยจากปัญหาเชื้อรามากกว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกช่วงต้นฤดูฝน 

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม  เพราะระยะออกดอกไม่ตรงกับช่วงอุณหภูมิสูงเกินไป จนเป็นอุปสรรคต่อการออกดอกและผสมเกสร ประกอบกับในช่วงฤดูแล้งท้องฟ้าไม่ค่อยมีเมฆมาก ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีโอกาสได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ผลผลิตสูง   

 

การเตรียมดิน ให้เหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

       หากปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแปลงนาที่ดินไม่สม่ำเสมอ จำเป็นต้องมีการเตรียมดินตั้งแต่ฤดูการทำนา คือ ไถดะและไถแปรพื้นที่นาเพื่อกำจัดวัชพืช และปรับพื้นที่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อสะดวกในการให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลง พื้นที่นาควรมีหน้าดินลึกไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อให้รากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถเจริญเติบโต ดูดใช้น้ำและอาหารจากหน้าดินได้ดี กรณีที่ดินนาเป็นกรดหรือกรดจัด (pH < 5.5) ควรปรับปรุงดินก่อนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยการใส่ปูนขาว หรือปูนมาร์ล ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

 

       สำหรับแปลงนาที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว อาจมีเศษฟางและตอซังข้าวหนา ซึ่งเป็นอุปสรรคในการใช้เครื่องหยอดข้าวโพด เกษตรกรควรหมักฟางข้าวให้เปื่อยในระหว่างการเตรียมดิน และใช้โรตารีตีหมกฟางคลุกลงดิน หลังจากนั้นสูบน้ำใส่ให้ท่วม หมักทิ้งไว้ 7 วันก่อนไขน้ำออกและตากดินประมาณ 2 สัปดาห์ จึงค่อยเตรียมดิน ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการเผาฟางข้าวในแปลงนา เพื่อเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำในดิน

 

       ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชอบดินที่มีลักษณะโปร่งและระบายน้ำดี โดยทั่วไปวิธีการเตรียมดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา เริ่มจากการไถดะโดยใช้รถไถผาน 3 หรือรถไถเดินตาม หลังเก็บเกี่ยวข้าว ตากแปลงไว้อย่างน้อย 5 - 7 วัน เพื่อทำลายวัชพืชก่อน จึงไถแปรโดยใช้รถไถผาน 7 ไถย่อยดินให้ร่วนซุยเพื่อเก็บกักความชื้นในดินและให้มีสภาพเหมาะแก่การเพาะปลูก

 

การจัดการแปลงปลูก

       การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่นา ควรปลูกแบบเป็นแถว โดยใช้แรงคนหรือรถไถที่ติดท้ายเครื่องหยอดข้าวโพด พร้อมใส่ปุ๋ยรองพื้นและไถดินกลบไปพร้อมกัน วิธีนี้มีข้อดีคือ ประหยัดเวลา ประหยัดค่าแรง เมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่งอกแล้วสามารถใช้ปุ๋ยได้ทันที และมีปุ๋ยบำรุงต้นจนอายุครบ 1 เดือน  ทำให้โครงสร้างของลำต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เติบโตสมบูรณ์ตั้งแต่ยังเล็ก  ช่วยให้ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เติบโตสม่ำเสมอเท่ากันทั้งแปลง 

การเตรียมดินสำหรับไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

การจัดการแปลงปลูก

 

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ทำให้ได้ผลผลิตเหมาะสม โดยทั่วไปมีการจัดการแปลงปลูก 2 รูปแบบ

 

       1. ปลูกแบบแถวเดี่ยว ให้เว้นระยะหยอดระหว่างแถว 75 เซนติเมตร และปลูกระยะห่าง 20 - 25 เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้าวโพดลง 1 - 2 เมล็ด/หลุม (จำนวนต้นต่อไร่ ประมาณ 8,500 - 10,600 ต้น จะใช้เมล็ดข้าวโพดประมาณ 3.0 - 3.5 กิโลกรัมต่อไร่)

 

       2. การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง เว้นระยะร่องละ 120 เซนติเมตร ปลูกเป็นสองแถว ข้างร่องเว้นระยะห่าง 30 เซนติเมตร ปลูกห่างต้นละ 20 - 25 เซนติเมตร แนะนำปลูก 1 - 2 ต้นต่อหลุม จะมีจำนวนต้นประมาณ 8,500 - 10,600 ต้นต่อไร่ และใช้เมล็ดข้าวโพดประมาณ 3.0 - 3.5 กิโลกรัมต่อไร่)

 

การให้น้ำที่เหมาะสม

       ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นฤดูฝนที่ปลูกในพื้นที่ลาดชัน เขตภาคเหนือ เรื่องการดูแลจัดการน้ำทำได้ยาก เพราะปลูกโดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก  ส่วนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติหรือน้ำบ่อในแปลงนา สามารถดูแลจัดการน้ำได้ง่ายกว่า โดยสูบน้ำปล่อยไปตามร่อง ให้ดินชุ่มชื้นตลอดฤดูการปลูกก็เพียงพอแล้ว แต่ไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เหลืองแคระแกร็น ผลผลิตลดลง และอาจตายได้  กรณีมีน้ำท่วมขังในแปลง ควรรีบระบายน้ำออกจากแปลงทันที

        สำหรับเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยอาศัยความชื้นในดินที่หลงเหลืออยู่หลังเก็บเกี่ยวข้าว หากพบว่า ดินมีความชื้นไม่เพียงพอสำหรับการงอกและการเจริญเติบโตในระยะแรก (1 - 2 สัปดาห์) ควรให้น้ำก่อนปลูก โดยไถดะพร้อมกับปล่อยน้ำเข้าแปลง เมื่อดินมีความชื้นเหมาะสม ให้ไถดะพร้อมคราดเพื่อเก็บรักษาความชื้นและเพื่อให้มีสภาพเหมาะสมต่อการเพาะปลูก จากนั้นให้น้ำครั้งแรกหลังปลูกและให้น้ำครั้งต่อไปเมื่อดินแห้งหรือสังเกตอาการเหี่ยวของใบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงบ่าย

 

ใส่ปุ๋ยเคมีอย่างไร ให้ได้ผลผลิตเต็มไร่

         ปุ๋ย เป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ดังนั้นเกษตรกรควรใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกวิธี และในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดี ฝักใหญ่ เมล็ดเต็มฝัก การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบ่งเป็น 2 ช่วง

 

  • ช่วงที่ 2 เป็นการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุ 40 - 45 วันหลังปลูก (ใกล้ออกไหม) ในช่วงนี้หากสังเกตว่าต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แสดงอาการเหลือง หรือไม่สมบูรณ์ให้ใส่ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 46-0-0 อัตรา 25 - 30 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในขณะที่ดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม (ทำรุ่นหรือกำจัดวัชพืชก่อน)

 

การป้องกันกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

       เมื่อต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 20 - 25 วัน เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก และใส่สูตรยูเรีย 46-0-0 อีกครั้งโดยโรยข้างแถวแล้วพรวนดินแถกร่องกลบด้วยแรงงานคนหรือเครื่องจักรกล  ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการให้น้ำครั้งแรก สำหรับวัชพืชที่พบในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มักเกิดมาจากเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์พืชอื่น ๆ ที่ตกค้างอยู่ในดินและสามารถงอกได้ทันทีที่ได้รับความชื้นในดิน ปริมาณวัชพืชมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการให้น้ำด้วยเช่นเดียวกัน การให้น้ำบ่อย มีแนวโน้มทำให้ปริมาณวัชพืชเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะการให้น้ำแบบท่วมสันร่อง จึงควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำลักษณะนี้ เพื่อลดปริมาณวัชพืชในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 

       หากเกษตรกรปล่อยให้วัชพืชขึ้นในแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะทำให้วัชพืชแย่งอาหารกับต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตลดลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มักอ่อนแอต่อวัชพืชที่สุดในช่วงอายุ  13 - 25 วัน หลังงอก ระยะนี้หากมีวัชพืชรบกวนจะทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสียหายสูงสุด การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช จึงเป็นทางเลือกในการจัดการวัชพืช 

 

       สำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา แนะนำให้เกษตรกรใช้สารควบคุมวัชพืชหลังปลูก ก่อนข้าวโพดและวัชพืชงอก และครั้งที่ 2 การทำรุ่นเป็นการกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกล เมื่อข้าวโพดอายุ 20 - 25 วัน พร้อมให้ปุ๋ย หรืออาจใช้สารเคมีหลังวัชพืชและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์งอก ซึ่งต้องใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม

คลีโอ-โปร สารเคมีกำจัดวัชพืชในไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สำหรับการกำจัดวัชพืช แนะนำ คลีโอ-โปร เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชในไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ได้รับความนิยมสูงในขณะนี้ เนื่องจากคลีโอ-โปร มีประสิทธิภาพ 3 ตัวครบ จบในหนึ่งเดียว คือ การคุม ฆ่าหญ้าและมีสารเสริมประสิทธิภาพ ช่วยให้น้ำยาเกาะติดใบหญ้า  ออกฤทธิ์คุม ฆ่า ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถกำจัดได้ทั้งหญ้าใบแคบ และใบกว้างในไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ทุกสายพันธุ์ ช่วยประหยัดและลดต้นทุนสารเคมีกำจัดวัชพืชในไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เป็นอย่างดี

 

การป้องกันโรคแมลงศัตรูพืช

       หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด นับเป็นศัตรูสำคัญของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ผีเสื้อหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มักวางไข่บนใบข้าวโพดอย่างต่อเนื่อง โดยจะวางไข่มากในช่วง ระยะ 3 สัปดาห์แรกหลังจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์งอก  เกษตรกรจึงควรหมั่นสำรวจแปลงหลังจากข้าวโพดงอก สังเกตกลุ่มไข่และรอยทำลายสีขาวที่ผิวใบ ต้นถูกทำลาย จนมีรอยกัดขาดเป็นรู ควรป้องกันกำจัดโดยฉีดพ่นสารลงในกรวยยอด การคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงก่อนปลูก สามารถลดปัญหาหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ลงมาเจาะที่โคนต้นได้ ทั้งนี้ เกษตรกรควรมีการติดตามสำรวจแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างสม่ำเสมอ

หนอนเจาะลำต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

การเก็บเกี่ยว

       เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่จัดและแห้งสนิท  (อายุประมาณ 120 วันหลังปลูก ขึ้นอยู่กับพันธุ์) ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีลักษณะแห้งและเปลี่ยนเป็นสีฟางขาวหมดทั้งแปลง และเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควรมีความชื้นประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์  อย่างไรก็ดีไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฝนตกเพราะเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะมีความชื้นสูง ควรปล่อยให้ฝักและต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้งก่อนเก็บเกี่ยว  

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้อแนะนำ และควรระวัง สำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

  1. ไม่ควรให้น้ำหลังการปลูกทันที เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการงอก เนื่องจากดินอัดแน่น เมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่สามารถงอกได้ ทำให้เมล็ดเน่าเสียหาย
  2. การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบพื้นราบ ควรให้น้ำก่อนปลูก ส่วนแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบยกร่อง ควรทำการปลูกก่อนให้น้ำในแปลง
  3. หากปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงที่มีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ เมล็ดอาจงอกช้า
  4. การปลูกล่าช้า หลังเดือนธันวาคม ทำให้ระยะออกดอกตรงกับช่วงอุณหภูมิสูง อาจทำให้ช่อดอกและไหมแห้ง ผสมไม่ติด ทำให้เมล็ดติดไม่เต็มฝัก
  5. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อสภาพฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง หรือน้ำท่วม รวมทั้งเกิดโรคและแมลงได้ง่าย การจัดการที่ผิดวิธี ผิดที่ และผิดเวลา หรือใช้สารฆ่าแมลงซ้ำอยู่ชนิดเดียว เสี่ยงทำให้แมลงดื้อยาเร็ว แนะนำให้แก้ปัญหาโดยใช้ หลายวิธีร่วมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงที่ดี 

 

ปุ๋ยตรากระต่ายสนับสนุนให้เกษตรกรไทยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้คุณภาพผลผลิตที่ดี สมบูรณ์ เต็มไร่  สำหรับผู้ที่สนใจเคล็ดลับในการทำการเกษตร สามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทาง